daily-life

ปาย ... สมใจอยาก

posted on 03 Nov 2009 02:52 by giguntic  in daily-life

 

ในที่สุดก็กลับมาอยู่บ้านจนได้ครับ ... ทริปปายสำเร็จด้วยดี

ผมว่าปายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโรแมนติกเมืองหนึ่งเท่าที่วัยรุ่นส่วนใหญ่จะนึกถึง ... หลายคนหลงเสน่ห์ปายถึงขึ้นมาปักหลักใช้ชีวิตที่นี่ ... ยิ่งหลายคนหลงไหล ... ผมยิ่งอยากรู้ว่าที่นี่เป็นอย่างไร ... วันดีคืนดีเลยเก็บผ้าเก็บผ่อนผ่าน 792 โค้ง(หรือถ้ารวมโค้งตั้งแต่กรุงเทพมันจะกลายเป็นกี่โค้งก็ไม่รู้)มาถึงปายจนได้

เวลา 3 คืนทำให้ผมเห็นปายในมุมมองของตัวเอง ... มุมมองที่ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าจริงๆแล้วเสน่ห์ของปายคืออะไร ... อีกอย่าง ... หนังสือหรือเวปไซต์หลายๆแห่งชอบบอกว่าปายเปลี่ยนไป ... เปลี่ยนไปยังไง ... ใครรู้บอกผมทีครับ

แต่ถึงคิดแบบนั้นแต่ผมก็พบเรื่องเล็กๆน่ารักๆในปายมาเล่าให้ฟังด้วย ... เรื่องที่เจอมากับตัวแล้วอดไม่ได้อยากเอามาเล่าให้ฟัง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ... วันนั้นผมไปซื้อโรตีร้านหนึ่งซึ่งมีชาวต่างชาติรอคิวอยู่ก่อนแล้ว ... หลังจากสั่งเสร็จผมก็ยืนมองอาบังคนขายเล่นมายากลเปลี่ยนแป้งเป็นแผ่นโรตี(ผมคิดว่ามันสนุกดีออก)เรื่อยเปื่อย ... พอทำเสร็จก็เก็บเงิน

ชาวต่างชาติ : ท่าวหล่ายค่ะ

อาบัง : สามสิบ (ชู 3 นิ้วประกอบท่าทางด้วย)

ชาวต่างชาติ : สาม ... สิบ (ทำท่างงๆก่งก๊งเล็กน้อย) ... เยส ... สามสิบ

เหมือนเพิ่งเข้าใจว่าสามสิบคืออะไรจึงค่อยจ่ายเงินพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ... แล้วก็หันมายิ้มกับผม 

ชาวต่างชาติ : กามลางหาดพูดค่า

น่ารักไหมครับ ... ผมว่าชาวต่างชาติที่มาเที่ยวต่างประเทศแล้วพยายามหัดพูดภาษาเจ้าบ้านเป็นภาพที่น่ารักจัง ... ดูเป็นนักท่องเที่ยวที่ถ่อมตน ... มาบ้านใครก็น่าจะพูดภาษาเดียวกับเขาให้ได้หน่อยจริงไหม ... มันจะอภิสิทธิ์เกินไปไหมที่ออกเดินทางทั่วโลกโดยคิดแต่จะใช้ภาษาตัวเองโดยหวังว่าชาติอื่นๆจะต้องเข้าใจ

แล้วเขาก็หันมาถามว่าผมสั่งอะไร ... ไอ้เราก็สั่งโรตีซะชื่อเรียกยากเชียว ... จนปัญญาจะแปลเป็นภาษาอังกฤษเลยได้แต่ชี้ให้ดูที่อาบังกำลังทำแล้วบอกว่า like this ... ดูไว้แล้วไปตั้งชื่อเอาเองก็แล้วกัน ^^"

-------------

อีกเรื่องเป็นเรื่องของร้านอาหารตามสั่งที่นั่นครับ ...

ด้วยความไม่กินผัก ... เมนูอาหารที่ผมสั่งมักจะห้อยท้ายด้วยประโยค ... ไม่ใส่ผักครับ ... เสมอ

ผมไปกินร้านอาหารที่ว่านี่ 2 ครั้ง ... ครั้งที่สองผมสั่งแหนมผัดไข่ราดข้าวโดยไม่ได้ห้อยประโยคพิเศษไปเพราะคิดว่ามันคงไม่มีผัก ...

... แล้วผักก็มาเต็มจาน ...

ไม่เป็นไรกูเขี่ยออกได้เว้ย ... ก็นั่งเขี่ยไปกินไป ... พอจ่ายเงินป้าที่เดินมาเก็บเงินคล้ายตกใจเล็กๆที่เห็นซากผักที่ไม่ได้รับการเหลี่ยวแลอยู่เต็มจาน ... แล้วก็อุทานขึ้นมาเบาๆ

" อ๋อ ... น้องที่สั่งไม่ใส่ผักคราวที่แล้วนี่เอง "   

ผมเลยยิ้มให้ ...

คิดว่าผมประทับใจอะไรครับให้ทาย ... คิดละสิว่าผมประทับใจว่าคนที่นี่มีน้ำใจดี ... ช่างใส่ใจ ... ช่างจดจำลูกค้า ... ถ้าคิดว่าเป็นคำตอบสวยงามพวกนั้นผิดหมด !!

เรื่องของเรื่องก็คืออย่างที่ผมบอกไป ... ป้าจำได้ว่าผมเป็นคนที่คราวที่แล้วมากินอาหารแล้วสั่งว่าไม่ใส่ผัก ...

... แล้วทำไมข้าวผัดคราวที่แล้วถึงมีผักเต็มจานเลยวะห๊ะ!!!!!!!!! ...

ประทับใจเลย ... ป้าแสบได้ใจมาก ...

--------------------

ใครเคยไปหรือไม่เคย ... ปายของคุณเป็นอย่างไร ... มาเล่าให้ผมฟังบ้างสิครับ           

edit @ 3 Nov 2009 03:42:42 by จอมยุทธ์กริน

ออกทางไหน?

posted on 14 Jun 2009 17:37 by giguntic  in daily-life

เคยสงสัยตัวเองไหมว่าทางออกของปัญหาหลายๆครั้งที่เราเลือก ... มันเป็นทางออกที่ดีจริงหรือเปล่า ... หรือมันเป็นทางเลือกงี่เง่าเอาแต่ใจของเราเอง 

ผมบังเอิญได้อ่านจากบล็อคของน้องสาวคนหนึ่งที่กำลังสับสนเกี่ยวกับเรื่องทางออกของปัญหา ...

ความสับสนนั้นชวนให้ถึงเรื่องของตัวเองเล็กๆ ... ผมเพิ่งเจอปัญหาใหญ่ๆแล้วก็ทลายปัญหาด้วยทางเลือกที่ดูสิ้นคิดมาเหมือนกัน ...

..........................................................................

ผมเริ่มทำงานมาตั้งแต่ช่วงต้นๆปี ... เริ่มต้นทำงานด้วยความรู้สึกว่าทำๆไปไม่ให้ที่บ้านเป็นกังวลว่าลูกชายจะไม่มีงาน ... ฉะนั้นผมจึงทำงานด้วยอารมณ์แบบขอไปที - 2 ที อะไรประมาณนั้น ...

แน่นอนว่านายจ้างไม่มีทางแฮปปี้กับมนุษย์เงินเดือนที่ทำตัวเฉื่อยชาแบบผมแน่ ... ก็เขาเสียเงินจ้างให้ทำงานนี่หว่า ...

ผมโดนเรียกไปสวดบ่อยมากข้อหาไม่ใส่ใจกับงาน ... มากถึงมากที่สุด ... คุณอาจจะคิดว่าอ่าวมันก็เหมาะสมแล้วนี่กับที่มึงทำตัว ...

เผอิญตอนนั้นผมคิดไม่ได้อย่างนี้นะสิ ...

เวลาถูกด่าน่ะเป็นใครๆก็เครียดทั้งนั้นแหละ ... แล้วเวลาเครียดเหตุผลมันเข้าถึงที่ไหนล่ะ ... ยิ่งผมมันพวกกะโหลกหนาอยู่ด้วย ... ผนวกกับนายจ้างเป็นประเภทจุดระเบิดติดง่ายโคตร ... คือขัดใจปุ๊บแม่งก็ระเบิดก่อนเหตุผลน่ะมี ... แต่ตามมาช้าๆทีหลังซึ่งตอนนั้นสติผมไม่พร้อมรับฟังแล้ว ...

โดนด่าบ่อยๆเข้าช่วงนั้นชีวิตออกแนวสีหม่น ... เก็บกดและเครียดสุดๆ ... เหมือนมีชีวิตอยู่เพื่อเวลาเลิกงานและเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

เมื่อความคิดแบบนี้สะสมเยอะเข้า ... มันเลยก่อร่างเป็นแนวคิดที่ว่า ...

กูต้องการใช้ชีวิตของกูทุกวันไม่ใช่มีชีวิตแค่เสาร์อาทิตย์ ... ถ้าเครียดแบบนี้ก็ออกแม่งเลย   

... แล้วผมก็ลาออกจริงๆ ...

บังเอิญช่วงเวลาก่อนออกมีโอกาสได้สนทนากับคนรู้จักหลายๆคนเรื่องที่กำลังจะออกในสิ้นเดือน ... มีหลายคำถามชวนจุกแต่ก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว เช่น ...

ครั้งหนึ่งที่บ่นในวงกลุ่มเพื่อนเกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่งในออฟฟิสที่เพื่อนร่วมออสฟิสคนหนึ่งโดนเจ้านายเรียกไปด่าเสียยกใหญ่ซึ่งครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่ผมเห็นเองยังอดหวั่นไม่ได้   เรียกว่าจำได้ติดตาเลย

ผม     : เจ้านายแม่งขี้ด่าว่ะ ... เพื่อนที่ออฟฟิสแม่งโดนด่าแบบเละเทะอ่ะ ... ใครจะไปทนได้วะเอะอะก็ด่าตลอด

เพื่อน : เหรอวะ ... เออ ... แล้วในมุมมองของมึงเพื่อนที่ออฟฟิสมันทำผิดป่าววะ?

ผมตอบมันไม่ออก ... นึกย้อนไปแล้วตอนนั้นเพื่อนร่วมงานมันก็ทำผิดของมันจริงๆ ... ถูกด่าเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ... ผมเองที่ถูกด่าก็เป็นเรื่องที่ทำผิดเหมือนกัน ... ถูกเขาด่ามันก็ถูกแล้วนี่

หรืออีกครั้งก็เป็นเรื่องตอนที่คุยกับเสด็จพ่อ

เสด็จพ่อ  : ทำไมถึงจะออกล่ะ

ผม          : ก็ทำงานแล้วอึดอัดอ่ะ ... เจ้านายด่าตลอด ... แค่ทำไม่ถูกใจก็ด่าแล้ว ... ใครจะไปทนไหว

เสด็จพ่อ  : ถ้าโดนด่าแล้วทนไม่ได้แล้วจะไปทำงานอะไรได้ ... โลกนี้คงไม่มีพนักงานทำงานแล้วมั้งแบบนั้น ... 

... เหมือนโดนเสด็จพ่อฮุกเข้าปลายคางอีกหมัด ...

เริ่มรู้สึกว่าไอ้การที่เราเลือกหนีปัญหาโดยการลาออกแบบนั้นมันเป็นเรื่องสมควรแล้วจริงๆเหรอ!?

.......................................................................................................................

... อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงเข้าใจว่าผมได้เรียนรู้แล้วว่าการแก้ปัญญาจำเป็นต้องอาศัยสติและความอดทนเหมือนการพยายามแก้ปมเชือกที่ม้วนทับกันวุ่นวายด้วยความอดทนทีละเล็กละน้อย ... สักวันก็จะแก้ปมเสร็จ ... ไม่ใช่เร่งรีบเอามีดไปตัดปมมันทิ้งเสีย ...

.................................................................................................................

เปล่า ... ผมยังมองว่าทางเลือกของผมเป็นทางเลือกที่ดีแล้วอยู่ดี

ผมเชื่อว่าทางเลือกของปัญหามันถูกคัดสรรผ่านตัวเรามาแล้วว่ามันดีที่สุดสำหรับเรา ... แม้มันอาจไม่สวยงามสำหรับใครก็ตาม ... ก็ในเมื่อผลลัพธ์ของการเลือกนั้นเกิดขึ้นกับเรา ... เราน่าจะรู้สิว่าเราจะโอเคแบบไหน ... อดทนต่อไปใครจะรู้วันหนึ่งผมอาจจะเครียดมากขึ้นมาถึงขั้นลุกขึ้นมากัดหูตัวเองตายก็ได้  

เหมือนเรื่องปมเชือกนั่นแหละครับ ... เป็นเรื่องดีครับที่เราจะอดทนแก้มันทีละปม ... สักวันเราก็จะคลายมันได้ ... กระนั้นผมเองก็มองอย่างถ้วนถี่แล้วว่านี่เป็นเชือกที่ถึงจะคลี่ออกมาให้สวยงามอย่างไรผมก็คงไม่หยิบมาใช้มันอีก ... แล้วผมจะเสียเวลาแก้ทีละปมทำไม ...

... ตัดปมทิ้งแล้วเอาเวลาไปกินข้าวดีกว่าครับ ...