คำถามที่ต้องหาคำตอบ

posted on 25 Jun 2008 00:59 by giguntic  in daily-life

... ไอ้ที่เค้าว่ายิ่งโตความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้นท่าจะจริง ...

ผมในตอนนี้เป็นนิสิตปี 4 ที่ใกล้จะเรียนจบอยู่รอมร่ออยู่แล้ว ... มีเรื่องให้คิดวุ่นวายไปหมด ...

ยิ่งอายุมากคำถามของชีวิตก็ยิ่งยาก ... เพราะผลกระทบมันกระเพื่อมเป็นวงใหญ่และแรงน่าดู ...

ในสมัยเด็ก ... คำถามยากที่สุดอาจเป็นจะกินข้าวกับอะไรดี ... ไม่ต้องคิดนานแม่ก็ประเคนมาให้ ... เลือกหรือไม่เลือกมันก็แค่หนึ่งมื้อ ... หรือจะเลือกว่าจะใส่รองเท้าสีอะไร ... ตัดผมทรงอะไร ... ซึ่งผลลัพธ์ของการเลือกนั้นไม่ค่อยแตกต่างกันนักหรอก 

แต่พอยิ่งโตเข้าคำถามก็ยิ่งยากขึ้น ... ตัวเลือกก็ยิ่งเยอะขึ้น ... และผลกรรมมันก็เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น

ผมเริ่มตระหนักกับคำถามพวกนี้เป็นครั้งแรกตอนเอนทรานซ์เลือกคณะ ... ทางเลือกไม่ได้มีแค่ซ้ายกับขวาอีกแล้ว ... เลือกอะไรแล้วก็ต้องไปอีก 4 ปีี(แต่ถ้าเลือกดีๆ 4 ปีก็แทบไม่ต้องทนอะไรเลย) ... 

... คำถามเริ่มยากขึ้นแล้วใช่มั้ย? ... 

แต่สังคมมหาลัยมันก็ยังเป็นสังคมของการเรียน ... มันก็ไม่ต่างจากการเป็นนักเรียนมากเท่าไหร่หรอก ... ชีวิตลั้นลาจนกระทั่งปี 4 ปัญหาเริ่มมาอีกแล้ว ...

... จะจบ 3 ปีครึ่งดีหรือ 4 ปีดี? ...

เห็นแค่เลือกแบบนี้แต่ผลลัพธ์มันต่างกันเกือบครึ่งปีเชียวนะ ... ผมแทบจะเอาตีนก่ายหน้าผากด้วยซ้ำ ... คือบรรดาเพื่อนทุกคนในกลุ่มจบ 3 ปีครึ่งหมด ... เลยรู้สึกว่าแล้วกูจะอยู่ทำไมวะ ... แต่นั่นแหละจบก่อนแล้วจะทำอะไรล่ะ ... จบมาว่างๆผมก็เสียดายสถานภาพนิสิต ... ยังไม่อยากทิ้งช่วงเวลาสบายของชีวิตไปน่ะแหละ   

ส่วนตอนนี้คำถามอีกคำถามที่บรรดานิสิตเตรียมจบเริ่มหาคำตามกันเป็นการใหญ่ก็คงไม่พ้น

"จบแล้วจะไปทำอะไรดี?"

มันหมายความว่าหมดเวลาเดินเล่นแล้ว ... จากนี้ถ้าเลือกจะไปทางไหนน่าจะแปลว่าชีวิตคงต้องพุ่งไปทางนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ...

ถ้าเรียนต่อ ... เลือกเรียนป.โทมันก็เลือกเรียนแบบขอไปทีแบบป.ตรีไม่ได้แล้ว ... เพราะชีวิตมันจะไปทางนั้น

ถ้าจะทำงาน ... ชีวิตก็จะเข้าสู่วงจรคนทำงาน ... ได้งานแบบไหนก็ใช้ชีวิตอย่างนั้น ...

ถ้าจะ ... ผลลัพธ์ก็จะมาอีกอย่างตามที่เลือก ...

พอคิดแบบนี้แล้ว ... อนาคตนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ 

 

 

My เพี้ยน story

posted on 16 May 2008 01:09 by giguntic  in daily-life

 

* เรื่องเหล่านี้ไม่เหมาะสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี   เนื่องจากมันหาสาระไม่ได้อาจไม่เหมาะกับวัยที่กำลังต้องการสิ่งดีๆ *   

- ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์   ส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างกับการนอนมากกว่า   โทรศัพท์มือถือเลยไม่ค่อยดังบ่อยนักในแต่ละวัน   เรื่องน่าเศร้าคือมือถือมักจะดังช่วงเวลาที่เคลิ้มๆจะหลับทุกที   ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ธุระสำคัญ   แต่ถ้าวันไหนลองดีปิดเครื่องเวลานอนโทรศัพท์ที่โทรมาัมักจะเป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้น   

- ความที่หน้าตาบ้านผมออกจะกระเดียดไปทางอาตี๋ตาตี่ซะมาก   ทุกครั้งที่เดินแถวหัวลำโพงหรือย่านการค้าที่มีชาวต่างชาติชุม   ผมมักจะถูกทักทายทุกภาษายกเว้นภาษาไทย

- ในเวลาเร่งรีบที่รถติดนานๆแล้วเห็นที่หมายอยู่แค่ลิบๆ   ผมมักจะลังเลเสมอว่าจะขอลงดีหรือทนไปก่อนดี   ทุกครั้งที่ลังเลมักใช้เวลานานและจบด้วยการขอลงก่อน   และแทบทุกครั้งหลังจากผมลงได้นิดเดียวรถก็สามารถวิ่งต่อได้สบายราวกับรถได้ทิ้งสิ่งหนักรถไปแล้ว   หลายครั้งผมจึงก้มหน้าก้มตาวิ่งอย่างอับอายสุดแสน

- ผมเป็นโรคเกรงใจขั้นรุนแรง   ชนิดที่ว่าหากเผลอเข้าร้านเช่าหนังที่ร้านว่างอยู่แล้วมีพนักงานเคาเตอร์ยืนอยู่   จะต้องเกิดความรู้สึกรับผิดชอบว่าต้องเช่าอะไรสักอย่างกลับไปเพื่อไม่ให้น่าเกลียด   หลายครั้งผมจึงได้หนังอะไรก็ไม่รู้กลับมาบ้านด้วยความรับผิดชอบและหนังก็กลับไปถึงร้านโดยที่ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันคือหนังอะไร

- ไม่เฉพาะแค่ร้านเช่าหนัง   หลายร้านที่ผมบังเอิญเผลอเข้าไปเป็นลูกค้ารายเดียวในร้านอาการอย่างนี้มักจะกำเริบเสมอ   ยังไม่เคยไปหาหมอ   ไม่น่าถ้าไปจริงๆอาจได้รับบรรจุเป็นโรคใหม่ที่มีผมเป็นเคสศึกษา

- ข้อสอบที่คิดว่าคงไม่ออกหรอกไม่เห็นสำคัญเลยมักจะออกทุกครั้ง   ขณะที่ข้อที่เก็งนั่งท่องมาจะออกเป็นเพียงเศษคะแนนหรือไม่ออกเลย

- ความรู้สึกดีหลังจากสอบเสร็จของผมไม่ได้อยู่ที่ทำได้มากหรือทำได้น้อย   แต่จะอยู่ที่เพื่อนว่าออกมามันทำได้กันหรือเปล่า   ผมไม่ได้ห่วงเพื่อน   แต่เป็นโรคชอบเปรียบเทียบขั้นรุนแรง   มีหลายครั้งที่สบายใจกลับบ้านทั้งๆที่ทำข้อสอบไม่ได้เพราะคนส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

ไว้นึกออกจะเอามาเล่าให้ฟังอีก ... ถ้ามีเรื่องเพี้ยนๆส่วนตัวเอามาแลกเปลี่ยนให้ฟังกันบ้างนะครับ      

 

edit @ 17 May 2008 10:06:09 by จอมยุทธ์กริน